ทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา
ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีหลายสาขาวิชาให้นักศึกษาชาวต่างชาติเลือก นักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเลือกตั้งแต่ประเภทของโรงเรียน หลักสูตรวิชาเรียน และสถานที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกอย่างมากมายล้นหลาม ดังนั้นการที่นักศึกษาจะทำการตัดสินใจเลือกที่เรียนได้นั้น นักศึกษาต้องทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของประเทศนี้ก่อน เพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถเลือกโรงเรียนและวางแผนการศึกษาของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา
โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษา
ก่อนที่นักศึกษาจะสามารถเข้าทำการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูง (Higher education) ได้นั้น นักศึกษาจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก่อน ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด 12 ปี ชาวอเมริกันเรียกแต่ละปีเหล่านี้ว่า “เกรด” มีตั้งแต่เกรดหนึ่งไปจนถึงเกรดสิบสอง เด็กนักเรียนชาวอเมริกันเริ่มต้นเข้ารับการศึกษาเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ โดยเริ่มศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนประถมศึกษาก่อนหรือที่เรียกกันว่า “Elementary school” ใช้เวลาศึกษาในระดับนี้ทั้งหมดห้าถึงหกปีแล้วจึงสามารถเข้าทำการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา
Step 1 of 3
Use of this form constitutes your agreement to our Terms of Use and Conditions.
Step 2 of 3
Step 3 of 3
Thank You!
Your information has been submitted successfully.
For more information, please review our Terms and Conditions.
โรงเรียนมัธยมศึกษาหรือ Secondary school มีสองหลักสูตรด้วยกัน หลักสูตรแรกคือ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือที่เรียกกันว่า “Middle school” หรือ “Junior high school” หลักสูตรที่สองคือหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ High school และนักศึกษาจะได้รับใบประกาศนียบัตรก็ต่อเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังจากนั้นนักศึกษาจึงสามารถสมัครเข้าทำการศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเรียกกันว่า “Higher education”
ระบบการให้เกรด
นักศึกษาชาวต่างชาติต้องแนบใบประเมินผลการศึกษาของตนพร้อมกับใบสมัครเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาให้เหมือนกับนักศึกษาชาวอเมริกันคนอื่น ๆ ซึ่งใบประเมินผลการศึกษานี้จะเป็นเอกสารหลักในการแสดงผลการศึกษาของนักศึกษา ได้แก่ เกรดและเกรดเฉลี่ย (GPA) ซึ่งเป็นตัววัดผลการศึกษาของนักศึกษา และการให้เกรดในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะให้เป็นเปอร์เซ็น และจำนวนเปอร์เซ็นจะถูกผันแปรเป็นเกรดแบบตัวอักษร
บางครั้งระบบการให้เกรดและเกรดเฉลี่ย (GPA) ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีความยุ่งยากซับซ้อนและทำให้นักศึกษาสับสน โดยเฉพาะกับนักศึกษาชาวต่างชาติ อีกทั้งมีการผันแปรเกรดด้วย ตัวอย่างเช่น มีนักศึกษาสองคนสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาคนละแห่ง ทั้งคู่ยื่นใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกันและมีเกรดเฉลี่ยเท่ากันคือ 3.5 GPAs แต่นักศึกษาคนหนึ่งสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาธรรมดา แต่นักศึกษาอีกคนสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านวิชาการ ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยอาจจะมองดูเกรดเฉลี่ยในใบประเมินผลการศึกษาและให้คะแนนนักศึกษาทั้งสองคนต่างกัน เนื่องจากทั้งสองคนมาจากโรงเรียนที่มีมาตรฐานทางการศึกษาไม่เหมือนกัน
ดังนั้น นักศึกษาควรจดจำสิ่งที่สำคัญดังต่อไปนี้:
- นักศึกษาควรรู้ว่าวุฒิการศึกษาที่เรียนจบมาจากประเทศของตนนั้นเทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาระดับใดในประเทศสหรัฐอเมริกา
- นักศึกษาควรทำความเข้าใจกับระเบียบการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัยแต่ละแห่ง และควรทำความเข้าใจกับหลักสูตรวิชาที่ตนเองสมัครเรียนด้วย เพราะในบางครั้งอาจมีระเบียบการสมัครที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น
- นักศึกษาควรรักษาคุณสมบัติในการสมัครเข้าเรียนให้เพรียบพร้อมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนักศึกษาสามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้ได้โดยการพบปะพูดคุยกับอาจารย์ฝ่ายแนะแนวหรือผู้ให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่ออย่างเป็นประจำ
อาจารย์ฝ่ายแนะแนวหรือผู้ให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อจะสามารถบอกนักศึกษาได้ว่านักศึกษาควรจะใช้เวลาปีหรือสองปีในการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เนื่องจากว่ารัฐบาลและนายจ้างในบางประเทศจะไม่ยอมรับนักศึกษาที่ได้รับวุฒิการศึกษามาจากประเทศอเมริกา แต่นักศึกษามีคุณสมบัติไม่เพียงพอตามระเบียบการไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศของตน
ปีการศึกษา
ปฏิทินการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะเริ่มในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายนและดำเนินการเรียนการสอนต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายน นักศึกษาใหม่ส่วนมากจะเริ่มต้นการศึกษาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติในการเริ่มต้นการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของตนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น นักศึกษาทุกคนกำลังเริ่มต้นการศึกษาใหม่เหมือนกันหมด และกำลังปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ของการเป็นนักศึกษา นักศึกษาจะสามารถพบและสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ได้ในช่วงเวลานี้ได้ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังได้ออกแบบหลายหลักสูตรวิชาที่นักศึกษาสามารถเลือกศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเริ่มต้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและดำเนินการทำการเรียนการสอนต่อไปจนถึงสิ้นปี
หนึ่งปีการศึกษาของโรงเรียนหลายแห่งประกอบด้วยสองเทอม เรียกว่าระบบ “Semesters“(โรงเรียนบางแห่งมีสามเทอมต่อหนึ่งปีการศึกษาซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าระบบ “trimester”) นอกจากนี้ โรงเรียนบางแห่งได้รวมการเรียนการสอนภาคฤดูร้อนที่เป็นหลักสูตรวิชาเลือกไว้ด้วยกันจึงแบ่งหนึ่งปีการศึกษาออกเป็นสี่เทอม โดยทั่วไปแล้ว ถ้านักศึกษาไม่ได้ลงเรียนภาคฤดูร้อน หนึ่งปีการศึกษาก็จะแบ่งออกเป็นสองเทอม (Semesters) หรือสามส่วนสี่เทอม (trimester)
ระบบการศึกษาขั้นสูงหรือ Higher Education ในประเทศสหรัฐอเมริกา: ระดับของการศึกษา
ระดับแรก: ระดับปริญญาตรี หรือ Undergraduate
นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับนี้คือนักศึกษาผู้ที่ไม่เคยได้รับปริญญาตรีมาก่อน โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาทั้งหมดสี่ปีในการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาสามารถเลือกทำการศึกษาในระดับนี้ได้ที่วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยสี่ปี
ในช่วงสองปีแรกของการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจะต้องทำการศึกษาแบบกว้างไปก่อน ตัวอย่างวิชาทั่วไปที่นักศึกษาจะได้ทำการศึกษามีดังนี้ วิชาวรรณคดี วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศาสตร์ วิชาศิลปศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั่วไปและมีพื้นฐานของหลาย ๆ วิชาก่อนที่จะทำการศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มีนักศึกษาหลายคนเลือกศึกษาวิชาที่จำเป็นในวิทยาลัยชุมชนสองปีก่อนเพื่อได้รับอนุปริญญา (AA) แล้วจึงทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยสี่ปี “Major” คือ สาขาวิชา ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักศึกษาเลือกศึกษาในสาขาวิชาวารสารศาสตร์ นักศึกษาจะได้รับปริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิต ซึ่งนักศึกษาจะต้องลงเรียนวิชาหลายวิชาตามจำนวนที่ทางวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ก่อน เพื่อให้นักศึกษามีคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการศึกษาขั้นต่อไปในสาขาวิชาเฉพาะ และนักศึกษาต้องทำการเลือกสาขาวิชาเฉพาะในต้นปีที่สามของการศึกษา
ระบบการศึกษาขั้นสูงของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีความยืดหยุ่นสูง นักศึกษาที่ทำการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีสามารถเปลี่ยนสาขาวิชาเฉพาะในระหว่างทำการศึกษาได้ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ บ่อยครั้งที่นักศึกษาชาวอเมริกันจะเปลี่ยนใจไปศึกษาสาขาวิชาอื่นที่ชอบมากกว่า แต่ว่าผลของการเปลี่ยนสาขาวิชาในขณะที่ทำการศึกษาอยู่ก็คือนักศึกษาอาจจะต้องลงเรียนวิชาอื่นเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้เสียทั้งเวลาและเงินมากขึ้น
ระดับที่สอง: ระดับปริญญาโท หรือ Graduate
ในปัจจุบัน มีบุคคลที่ได้รับวุฒิปริญญาตรีแล้วหลายคนต้องการทำการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเพื่อตำแหน่งในหน้าที่การงานที่ตนต้องการหรือไม่ก็เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานปัจจุบันของตน ส่วนใหญ่แล้ววุฒิปริญญาโทเป็นที่ต้องการสำหรับการสมัครงานในตำแหน่งระดับสูง โดยเฉพาะสาขาบรรณารักษ์ศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาพฤติกรรมสุขภาพ และสาขาศึกษาศาสตร์
นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว นักศึกษาชาวต่างชาติจากบางประเทศได้รับการอนุญาตให้ทำการศึกษาที่ต่างประเทศได้เฉพาะในระดับปริญญาโทเท่านั้น ดังนั้น นักศึกษาควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และใบรับรองต่าง ๆ ที่เป็นที่ต้องการในการสมัครงานที่ประเทศของตนให้แน่ใจก่อนที่จะทำการสมัครเข้าทำการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยทั่วไปแล้วหลักสูตรปริญญาโทเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้องยื่นใบแสดงผลสอบ GRE (graduate record examination) พร้อมกับใบสมัคร นักศึกษาต้องยื่นใบแสดงผลสอบตามที่สาขาวิชาที่นักศึกษาได้เลือกไว้กำหนด ตัวอย่างเช่น สาขาวิชากฎหมายต้องยื่นผลสอบ LSAT สาขาวิชาธุรกิจต้องยื่นผลสอบ GRE หรือ GMAT และสำหรับสาขาวิชาแพทย์ต้องยื่นผลสอบ MCAT เป็นต้น
นักศึกษาโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองปีในการศึกษาในระดับปริญญาโท ตัวอย่างเช่น สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือ MBA (master of business administration) ซึ่งเป็นสาขาที่มีนักศึกษาเลือกทำการศึกษามากที่สุดจะใช้เวลาทำการศึกษาประมาณสองปี และสำหรับสาขาวิชาอื่นในระดับปริญญาโท เช่น สาขาวิชาวารสารศาสตร์ จะใช้เวลาทำการศึกษาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
การศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องเรียนและนักศึกษาจะต้องทำการวิจัยค้นคว้าซึ่งเรียกกันว่า “Master’s thesis” หรือต้องทำโปรเจคปริญญาโทให้สำเร็จ (Master’s project)
ระดับที่สาม: ปริญญาเอก หรือ Doctorate Degree
โรงเรียนหลายแห่งมองว่าการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทนั้นเป็นก้าวแรกของการที่จะได้รับปริญญาเอกหรือ PhD (doctorate) แต่ในโรงเรียนบางแห่งนักศึกษาสามารถทำการศึกษาเพื่อได้รับปริญญาเอกได้โดยที่ไม่ต้องมีปริญญาโท นักศึกษาอาจใช้เวลาทำการศึกษาทั้งหมดประมาณสามปีหรือมากกว่านั้น และสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติอาจใช้เวลาประมาณห้าหรือหกปีในการสำเร็จการศึกษาในระดับนี้
ในช่วงสองปีแรก นักศึกษาปริญญาเอกจะทำการศึกษาในห้องเรียนและห้องสัมมนา และใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งปีในการทำการวิจัยค้นคว้าและเขียนวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ของตนเอง ซึ่งต้องประกอบด้วยมุมมอง การออกแบบ หรือการวิจัยค้นคว้าที่ไม่เคยมีการตีพิมพ์มาก่อน ปริญญานิพนธ์ประกอบด้วยบทสนทนาและบทสรุปของนักศึกษาตามหัวข้อเรื่องที่กำหนดไว้ให้ มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกส่วนใหญ่จะตั้งกฎให้นักศึกษาต้องมีความรู้ในด้านการอ่านภาษาต่างประเทศได้ถึงสองภาษาด้วยกัน และนักศึกษาต้องออกไปใช้เวลาตามจำนวนเวลาที่กำหนดไว้ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับปริญญานิพนธ์นักศึกษาเขียน ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และผ่านข้อทดสอบของหลักสูตรปริญญาเอก ผ่านการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปริญญานิพนธ์ที่นักศึกษาได้เขียนไว้ และสุดท้ายได้รับวุฒิปริญญาเอก
ลักษณะเด่นของระบบการศึกษาขั้นสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา
บรรยากาศในห้องเรียน
ห้องเรียนมีหลายขนาดตั้งแต่ห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษาหลายร้อยคนเข้าเรียนไปจนถึงห้องเรียนขนาดเล็กและห้องสัมมนา(ห้องประชุม) ที่มีนักศึกษาเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น บรรยากาศการศึกษาในห้องเรียนของชาวอเมริกันนั้น นักศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โต้เถียงเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง มีส่วนร่วมในการสนทนา และนำเสนองานของตน ซึ่งนักศึกษาชาวต่างชาติส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นใจที่สุดของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจารย์ผู้สอนจะมอบหมายให้นักศึกษาทำรายงานและอ่านหนังสือทุกอาทิตย์ นักศึกษาจะต้องทำการบ้าน อ่านหนังสืออยู่ตลอดเพื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจกับคำบรรยายและมีส่วนร่วมในการสนทนาในชั้นเรียนได้ และในบางครั้งนักศึกษาต้องเข้าใช้ห้องแลปในการศึกษาของบางหลักสูตรวิชาอีกด้วย
อาจารย์ผู้สอนจะให้เกรดนักศึกษาตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้:
- อาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านจะมีเกณฑ์ให้คะแนนด้านการมีส่วนร่วมในห้องเรียนไม่เหมือนกัน นักศึกษาจะได้คะแนนผ่านการมีส่วนร่วมในบทสนทนาภายในชั้นเรียนโดยเฉพาะในห้องสัมมนา ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการตัดสินให้คะแนน
- การสอบกลางภาค ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาในช่วงการทำการเรียนการสอน
- การรวบรวมส่งงานวิจัย การเรียบเรียงภาคนิพนธ์ หรือการส่งรายงานแลปอย่างน้อยหนึ่งฉบับเพื่อการประเมินผล
- การสอบย่อย หรือการตอบคำถามในชั้นเรียน บางครั้งอาจารย์ผู้สอนจะให้นักศึกษาทำข้อสอบหรือตอบคำถามให้ห้องเรียน ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียนและคอยทำการบ้านที่ให้ไว้อยู่ตลอด
- การสอบปลายภาค หลังจากการเรียนการสอนครั้งสุดท้ายของชั้นเรียน
หน่วยกิต
หลักสูตรวิชาหนึ่งจะมีหน่วยกิตเป็นตัวเลขหนึ่งจำนวนหรือเป็นจำนวนชั่วโมง ส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนชั่วโมงที่นักศึกษาทำการเรียนภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่หนึ่งหลักสูตรวิชาจะเท่ากับสามถึงห้าหน่วยกิต
หลักสูตรเต็มเวลาในโรงเรียนส่วนใหญ่จะมี 12-15 หน่วยกิตชั่วโมง (สี่หรือห้าหลักสูตรวิชาต่อหนึ่งเทอม) และนักศึกษาต้องเข้าทำการศึกษาให้ได้จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดเพื่อสำเร็จการศึกษา นักศึกษาชาวต่างชาติต้องศึกษาในหลักสูตรเต็มเวลาเท่านั้น
การโอนย้าย นักศึกษาที่ย้ายไปทำการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่สามารถโอนย้ายหน่วยกิตที่ได้จากมหาวิทยาลัยเดิมมาใช้ในที่ใหม่ได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงสามารถย้ายมหาวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาภายในเวลาที่เหมาะสมได้
ประเภทของการศึกษาขั้นสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา
1.มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยรัฐบาล
สนับสนุนและบริหารโดยรัฐบาลของมลรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่น ทุกหนึ่งของห้าสิบมลรัฐอย่างน้อยจะต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐหนึ่งแห่งและวิทยาลัยอีกสองสามแห่งด้วยกัน และมหาวิยาลัยเหล่านี้จะถูกตั้งชื่อตามชื่อของรัฐนั้น ๆ หรือมีคำว่า “State” อยู่ในชื่อด้วย ตัวอย่างเช่น Washington State University และ the University of Michigan
2.มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเอกชน
บริหารโดยองค์กรเอกชน มีค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าและมีขนาดเล็กกว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐบาล มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมดเป็นของเอกชน ซึ่งสถาบันเหล่านี้เกือบทุกแห่งยอมรับนักศึกษาที่นับถือศาสนาอื่นเข้าเรียน และยังมีหลายสถาบันที่ยอมรับเฉพาะนักศึกษาที่นับถือศาสนาเดียวกันกับสถาบันเข้าเรียน
3. มหาวิทยาลัยชุมชน
คือวิทยาลัยชุมชนสองปีที่นักศึกษาจะได้รับอนุปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษา และสามารถโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อได้ อีกทั้งมีหลักสูตรประกาศนียบัตรด้วย หลักสูตรอนุปริญญาถูกแยกออกเป็นสองประเภทใหญ่ คือ หลักสูตรทางวิชาการที่สามารถโอนย้ายหน่วยกิตได้ และหลักสูตรประกาศนียบัตรที่เตรียมความพร้อมทางอาชีพให้กับนักศึกษา หลักสูตรวิชาที่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา Associate of arts และหลักสูตรวิชา Associate of science และหลักสูตรวิชาที่ไม่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา associate of applied science degrees และหลักสูตรประกาศนียบัตร นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนส่วนใหญ่จะทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยสี่ปีเพื่อให้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เนื่องจากนักศึกษาสามารถใช้หน่วยกิตที่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยชุมชนได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงใช้เวลาอีกสองปีหรือมากกว่าในการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ วิทยาลัยชุมชนหลายแห่งเปิดสอนหลักสูตรติวเข้มภาษาอังกฤษ หรือ ESLเพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้านักศึกษาไม่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่าอนุปริญญา นักศึกษาควรทำการตรวจสอบภายในประเทศของตนว่านักศึกษาสามารถใช้วุฒิอนุปริญญาสมัครงานได้หรือไม่
4.สถาบันเทคโนโลยี
ใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีในการทำการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บางแห่งเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท และบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น
Study in the USA
จับคู่กับหลักสูตรการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
แจ้งให้เราทราบว่าคุณต้องการอะไร เพื่อให้เราสามารถหาโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
บทความที่เป็นประโยชน์
ดูโรงเรียนเหล่านี้
California State University, Chico
$5,000—$10,000 ภาคการศึกษา
Los Angeles City College
Typical cost per Semester: $1,000—$5,000
Napa Valley College
Typical cost per Session: $5,000—$10,000
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เริ่มต้นการผจญภัยในอเมริกากับ Study in the USA
เรียนรู้เกี่ยวกับการเงินเพื่อการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ที่พักอาศัย และอื่นๆ
แหล่งข้อมูลของฉัน
เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและการศึกษาแบบอเมริกันโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของเราที่ Study in the USA อ่านเพิ่มเติม
